เจาะลึก ลูกบอลทองคำคืออะไร? รางวัลที่นักเตะทั่วโลกยอมสยบ พร้อมประวัติศาสตร์ที่คุณอาจไม่เคยรู้

ถ้าคุณเป็นแฟนบอลตัวจริง คงไม่มีทางไม่รู้จักภาพของนักเตะซูเปอร์สตาร์ในชุดสูทสุดเนี้ยบที่กำลังชูถ้วยรางวัลทรงกลมสีทองอร่ามท่ามกลางแสงแฟลชจากช่างภาพทั่วโลก รางวัลนี้คือที่สุดแห่งเกียรติยศเดี่ยวที่นักฟุตบอลทุกคนใฝ่ฝันอยากจะสัมผัสสักครั้งในชีวิต แต่สำหรับมือใหม่หรือคนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกของฟุตบอลอาจจะยังมีคำถามคาใจว่าจริงๆ แล้ว ลูกบอลทองคำคืออะไร กันแน่? ทำไมมันถึงมีอิทธิพลต่อวงการลูกหนังขนาดนี้ และทำไมทุกครั้งที่มีการประกาศผล ถึงต้องมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างเผ็ดร้อนทุกปี บทความนี้จะพาทุกคนไปขุดรากถอนโคนคำตอบแบบเน้นๆ ชนิดที่ว่าอ่านจบแล้วคุณจะเป็นกูรูเรื่องนี้ทันที

จุดเริ่มต้นของตำนานที่เรียกว่า บัลลงดอร์ (Ballon d’Or)

จุดเริ่มต้นของตำนานที่เรียกว่า บัลลงดอร์ (Ballon d'Or)

ย้อนกลับไปในปี 1956 นิตยสารฟุตบอลชื่อดังของฝรั่งเศสอย่าง ‘France Football’ ได้ปิ๊งไอเดียที่จะมอบรางวัลให้กับนักเตะที่ดีที่สุดในยุโรป โดยมีหัวเรือใหญ่คือ Gabriel Hanot นักข่าวสายกีฬาผู้ทรงอิทธิพลในตอนนั้น เขาต้องการสร้างมาตรฐานการตัดสินนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแต่ละปีให้เป็นรูปธรรม และนั่นคือจุดกำเนิดของรางวัลที่คนไทยเรียกติดปากว่า ลูกบอลทองคำ

ในช่วงแรก รางวัลนี้ถูกจำกัดวงอยู่แค่เฉพาะนักเตะที่มีสัญชาติยุโรปและเล่นในลีกยุโรปเท่านั้น ทำให้ตำนานอย่าง เปเล่ หรือ มาราโดนา ไม่เคยได้สัมผัสรางวัลนี้ในช่วงที่พวกเขาท็อปฟอร์มที่สุด จนกระทั่งปี 1995 กฎระเบียบได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เปิดกว้างขึ้นสำหรับนักเตะจากทั่วโลกที่ค้าแข้งอยู่ในสโมสรยุโรป โดย จอร์จ เวอาห์ คือนักเตะนอกยุโรปคนแรกที่คว้ามันไปครองได้สำเร็จ จนสุดท้ายในปี 2007 รางวัลนี้ก็กลายเป็นรางวัลระดับโลกแบบเต็มตัว ไม่ว่านักเตะจะเล่นอยู่ที่ไหนหรือมีสัญชาติอะไร ก็มีสิทธิ์ลุ้นลูกบอลทองคำนี้ได้ทั้งสิ้น

หลักเกณฑ์การตัดสิน ใครคือคนลงคะแนน?

หลักเกณฑ์การตัดสิน ใครคือคนลงคะแนน?

คำถามยอดฮิตที่ตามมาเสมอคือ เขาเอาเกณฑ์อะไรมาวัดว่าใครเก่งกว่าใคร? ในปัจจุบัน บัลลงดอร์ใช้วิธีรวบรวมคะแนนเสียงจากนักข่าวสายกีฬาผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศที่มีอันดับฟีฟ่าแรงกิ้ง (FIFA Rankings) อยู่ใน 100 อันดับแรกของโลก เพื่อให้มั่นใจว่าคะแนนที่ออกมามีความเป็นมืออาชีพและปราศจากอคติส่วนตัวมากที่สุด

เกณฑ์การตัดสินหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อใหญ่ คือ 1. ผลงานส่วนตัวในสนามและความโดดเด่นในการเล่น 2. ความสำเร็จของทีม ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลีก หรือถ้วยระดับนานาชาติ และ 3. คลาสของผู้เล่นรวมถึงสปิริตการเป็นนักกีฬา (Fair Play) สิ่งที่น่าสนใจคือตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา บัลลงดอร์ได้เปลี่ยนรอบการประเมินจาก ‘ปีปฏิทิน’ (มกราคม-ธันวาคม) มาเป็น ‘ฤดูกาลฟุตบอล’ (สิงหาคม-กรกฎาคม) เพื่อให้สอดคล้องกับฟอร์มการเล่นของนักเตะจริงๆ ในแต่ละซีซั่น

สำหรับแฟนบอลที่อยากติดตามผลงานของนักเตะที่ตัวเองรักแบบเรียลไทม์ เพื่อดูว่าใครมีแววจะได้ลุ้นรางวัลนี้ในอนาคต สามารถเช็คผลการแข่งขันและสถิติต่างๆ ได้ที่ livescorethai ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดขึ้นว่าใครคือตัวเต็งของแต่ละปี

ความแตกต่างระหว่าง บัลลงดอร์ กับ FIFA The Best

ความแตกต่างระหว่าง บัลลงดอร์ กับ FIFA The Best

หลายคนมักจะสับสนระหว่างรางวัล ‘ลูกบอลทองคำ’ (Ballon d’Or) กับรางวัล ‘FIFA The Best’ เพราะชื่อมันช่างดูคล้ายกันเหลือเกิน แต่ความจริงแล้วมันคือคนละรางวัลกันอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีช่วงหนึ่งในปี 2010-2015 ที่ทั้งสองค่ายเคยจับมือกันรวมรางวัลเป็น ‘FIFA Ballon d’Or’ แต่สุดท้ายก็ทางใครทางมันในปี 2016

จุดที่ต่างกันชัดเจนที่สุดคือ ‘กลุ่มคนลงคะแนน’ บัลลงดอร์จะเน้นไปที่สายตานักข่าวทั่วโลกเป็นหลัก แต่ฝั่ง FIFA The Best จะกระจายอำนาจการตัดสินไปที่ 4 กลุ่มเท่าๆ กัน คือ โค้ชทีมชาติ, กัปตันทีมชาติ, นักข่าว และแฟนบอลทั่วไปที่โหวตผ่านเว็บไซต์ ทำให้บางปีผลการตัดสินอาจจะไม่ตรงกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องเสน่ห์อย่างหนึ่งของวงการฟุตบอลที่มองเห็นความยอดเยี่ยมในมุมที่ต่างกันออกไป

ยุคสมัยของมนุษย์ต่างดาวและยอดมนุษย์

ยุคสมัยของมนุษย์ต่างดาวและยอดมนุษย์

ถ้าจะพูดถึงประวัติศาสตร์ของลูกบอลทองคำ จะข้ามเรื่องราวของ ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไปไม่ได้เลย ทั้งคู่ร่วมกันสร้างยุคสมัยที่แทบจะผูกขาดรางวัลนี้อยู่เพียงสองคนยาวนานกว่าทศวรรษ เมสซี่ทำสถิติที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ด้วยการคว้าไปถึง 8 สมัย ขณะที่โรนัลโด้ตามมาที่ 5 สมัย

การแข่งขันของทั้งคู่ไม่ได้แค่สร้างความตื่นเต้นในเรื่องฟุตบอล แต่ยังยกระดับมาตรฐานของรางวัลนี้ให้สูงขึ้นไปอีก จนเกิดคำถามว่าหลังจากยุคของพวกเขาสิ้นสุดลง ใครจะเป็นผู้มารับไม้ต่อ? ไม่ว่าจะเป็น เออร์ลิง ฮาลันด์, คีเลียน เอ็มบัปเป้ หรือ จู๊ด เบลลิงแฮม ทุกคนต่างต้องเผชิญกับมาตรฐานระดับสูงที่รุ่นพี่ทั้งสองคนนี้ทิ้งเอาไว้

รางวัลอื่นๆ ในเครือบัลลงดอร์

ขยับมาดูรายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจกันบ้าง ในงานประกาศรางวัลไม่ได้มีแค่ถ้วยใหญ่ใบเดียว แต่ยังมีรางวัลย่อยที่สำคัญไม่แพ้กัน เช่น ‘Kopa Trophy’ สำหรับนักเตะดาวรุ่งอายุไม่เกิน 21 ปีที่ยอดเยี่ยมที่สุด, ‘Yashin Trophy’ สำหรับผู้รักษาประตูที่โชว์ฟอร์มได้หนึบที่สุด และ ‘Ballon d’Or Féminin’ สำหรับนักเตะหญิงที่เก่งที่สุดในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของรางวัลนี้ขยายครอบคลุมไปทุกภาคส่วนของวงการลูกหนัง

ดราม่าและความคลาสสิก: ทำไมรางวัลนี้ถึงมีแต่เสียงวิจารณ์?

ดราม่าและความคลาสสิก: ทำไมรางวัลนี้ถึงมีแต่เสียงวิจารณ์?

ไม่มีปีไหนที่การประกาศผลบัลลงดอร์จะจบลงด้วยความเงียบสงบ มักจะมีกรณี ‘โดนปล้นรางวัล’ (Robbed) เกิดขึ้นเสมอ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือในปี 2020 ที่พิธีถูกยกเลิกเนื่องจากโควิด-19 ทั้งที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โชว์ฟอร์มได้เหนือมนุษย์จนแทบจะนอนมา หรือในปี 2010 ที่ เวสลีย์ สไนเดอร์ พาทีมคว้าทริปเปิลแชมป์และเข้าชิงบอลโลกแต่กลับไม่ติดแม้กระทั่ง 3 อันดับแรก

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ‘ความรู้สึก’ และ ‘สถิติ’ มักจะเดินสวนทางกันได้เสมอ บางคนชอบนักเตะที่ยิงประตูถล่มทลาย บางคนชอบนักเตะที่เป็นสมองของทีม คอยขับเคลื่อนเกมอยู่เบื้องหลัง ความขัดแย้งเหล่านี้เองที่ทำให้รางวัลลูกบอลทองคำไม่เคยเลือนหายไปจากบทสนทนาของแฟนบอลทั่วโลก และยังคงเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ

Super Ballon d’Or: รางวัลที่แรร์ยิ่งกว่าแรร์

Super Ballon d'Or: รางวัลที่แรร์ยิ่งกว่าแรร์

นอกเหนือจากลูกบอลทองคำธรรมดาแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีรางวัลที่เรียกว่า ‘ซูเปอร์บัลลงดอร์’ (Super Ballon d’Or) อยู่ด้วย? รางวัลนี้ไม่ได้แจกกันทุกปี แต่มอบให้กับนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ (30 ปี) โดยครั้งแรกและครั้งเดียวที่เคยมีการมอบรางวัลนี้คือในปี 1989 ซึ่งผู้ที่ได้รับเกียรตินี้ไปคือ อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน ตำนานของเรอัล มาดริด

รางวัลนี้ถือเป็นสุดยอดแห่งความหายาก จนแฟนบอลหลายคนออกมาเรียกร้องให้มีการมอบรางวัลนี้อีกครั้งหลังจากที่ ลิโอเนล เมสซี่ พาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ เพื่อเป็นการปิดตำนานยุคสมัยของเขาอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งคงต้องรอดูกันต่อไปว่าทาง France Football จะตัดสินใจอย่างไรกับเรื่องนี้ในอนาคต

บทสรุปของจิตวิญญาณฟุตบอลในรูปของทองคำ

การทำความเข้าใจว่า ลูกบอลทองคำคืออะไร ไม่ใช่แค่การรู้ว่าใครชนะ แต่มันคือการเข้าใจถึงบริบท ความพยายาม และการต่อสู้ในอาชีพนักฟุตบอลที่ต้องผ่านอุปสรรคมากมายกว่าจะก้าวขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุดได้ รางวัลนี้คือตัวแทนของความมุ่งมั่นที่เป็นรูปธรรมที่สุด และเป็นหลักฐานชั้นดีว่าในโลกของฟุตบอล ความมหัศจรรย์นั้นมีอยู่จริง

ดูเพิ่มเติม:  ฟุตบอลคืออะไร? เจาะลึกหัวใจเกมลูกหนัง กติกา และมนต์เสน่ห์ที่ครองใจคนทั้งโลก

ไม่ว่าท้ายที่สุดใครจะเป็นผู้ชนะในแต่ละปี สิ่งที่สำคัญกว่าคือบทสนทนาที่เกิดขึ้น ความคลั่งไคล้ที่แฟนบอลมีต่อกีฬาชนิดนี้ และแรงบันดาลใจที่เด็กๆ ทั่วโลกได้รับเมื่อเห็นไอดอลของพวกเขาชูถ้วยสีทองใบนั้นขึ้นเหนือศีรษะ เพราะนั่นคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลยังคงเป็นกีฬาอันดับหนึ่งของโลกตลอดกาล